Ching's profileใครจะรู้ว่าคนที่ใช่อาจอย...PhotosBlogListsMore Tools Help
Photo 1 of 71
January 24

การจากไปของ Felix

คราวที่แล้วพูดถึงคุโรโกะแมวน้อยไปครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานมันก็จากเราไป คราวนี้เรื่องของ Felix เป็นแมวน้อยที่หลงเข้ามาอยู่ในบ้าน อายุสักขวบหนึ่งแต่ Felix ตัวโตกว่าแมวขวบกว่าทั่วไป ลายทางคล้ายๆ เสือ อืม.. แนวๆแมววิสกิส มันขี้อ้อนมั่กๆ ชอบร้องเหมียวๆ กินจุสุดๆ ทีแรกตอนมันมาอยู่ก็แอบรำคาญเพราะมันมาแย่งแมวเรากินอาหาร แต่ด้วยความที่มันขี้อ้อน เวลาจะอุ้มมันนะ มันก็จะหักตัวมากอดเรา ถูๆ ไถๆ ประหนึ่งว่าเป้นหมีน้อย น่ารักมาก มันมาอยู่กับเราได้สัก 2-3 เดือน เราก็เห็นว่ามันเป็นแมวเรา เพราะความน่ารักของมัน เราก็ให้อาหาร ใส่ปลอกคอ ดูแลเหมือนเป็นแมวของเรา

จนมาวันหนึ่งมีไอ้แมวอ้วนขี้ขโมย มาไล่กัดมันจนหาง Felix เป็นแผล แล้วก็เริ่มซึมเศร้าไม่ร้อง เหมียวๆ เหมือนที่เคย เราพามันไปหาหมอ หมอก็ฉีดยาให้ ทำดูท่าทางว่าจะอาการดีขึ้น บ่ายวันต่อมา Felix นอนอาบแดดอยู่ ไอ้ แมวอ้วนขี้ขโมยมาไล่กัด Felix คราวนี้ Felix เจ็บหนัก ช้ำใน หนองที่เป็นแผลแตกออกมา เราพามันไปหาหมอ ทำแผลแล้วกลับบ้าน เช้าวันนี้ มันดูไม่มีเรี่ยวแรง แม่ลวกไข่ต้มให้ แล้วป้อนFelix ตัวมันเริ่มเย็น
เราเองก็เริ่มทำใจ เราพามันไปหาหมอ แต่หมอยังไม่มา เราก็เลยมาทำงานก่อน
บ่ายๆ เหวินก็โทรมาว่า Felix ตายแล้วมันตายหลังจากที่เหวินพาไปหาหมอได้ไม่นาน หมอบอกว่ามันหนาว มันก็เลยตาย.... เฮ่อ...เศร้า ตอนนี้เหวินคงกำลังขุดดินฝังแมวอยู่

จะเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวก็ต้องคิดดีๆ หลายๆ ครั้ง จะเลี้ยงทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ดูแลไ
ม่รักษามันก็ไม่ได้ มันพูดไม่ได้ เรายิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ

คนรักก็เหมือนกันถ้าคิดจะมีก็ต้องดูแล รักษาจิตใจให้ดีๆ จะมารักๆ เลิกๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ คนรักคงช้ำใจ

January 17

หรือแบบอย่างจากอาป้าคือแบบอย่างของท่านนบีฯ

หรือแบบอย่างจากอาป้าคือแบบอย่างของท่านนบีฯ

 

หลายคนคงรู้จักคำว่า ก๋ง หรือว่าอาก๋ง ซึ่งคนไทยใช้เรียกคนจีนที่มีอายุมากคราวคุณปู่คุณตา แต่จริงๆแล้ว อาก๋งในภาษาจีนทั้งแต้จิ๋ว จีนกลาง ยูนนานจะแบ่งแยก คำเรียกคุณตา คุณปู๋ จากกัน วันนี้มีเรื่องของอาป้าจะเล่าให้ฟัง อา ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า น้องชายของพ่อ ป้า ในที่นี้ก็ไม่ได้แปลว่าพี่สาวของพ่อ หรือของแม่แต่อย่างใด อาป้า เป็นภาษาจีนยูนนาน แปลว่า คุณปู่  

 

คนที่ชอบอ่านมารุโกะคงพอจะจินตนาการออกว่าคุณปู่ของมารุโกะน่ารักยังไง คุณปู่ของฉันน่ารักยิ่งกว่านั้นเสียอีก อาป้าของฉันมีใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ได้รูป ร่างกายแข็งแรงสูงพอสมควร จมูกเรียวโด่ง ตาไม่โตมาก ฉันเห็นรูปอาป้าสมัยยังหนุ่ม เทียบสมัยนี้เรียกได้ว่าพี่ติ๊กคงดับ จำได้ว่าเวลาปิดเทอมพ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านก็จะอยู่บ้านอาป้า นอนกับอาป้า อานาย (อานายแปล ว่าคุณย่า) บ้านของอาป้าสมัยนั้นอยู่อำเภอฝาง ออกห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปสัก 150กิโลเมตร เป็นบ้าน 2 ชั้น ตัวเรือนด้านล่างเป็นปูนด้านบนเป็นไม้สัก ห้องครัวแยกออกจากตัวบ้านถัดจากห้องครัวเป็นโรงชา มีที่นอนของคนงาน หน้าบ้านเป็นลานกว้างจอดรถได้หลายคัน มีต้นลำไยต้นใหญ่อยู่หนึ่งต้น ต้นกระถิน ต้นมะพร้าว ต้นมะยม ต้นพุทรา หลังบ้านมีสวนดอกไม้นานาชนิด มะลิ ชะบา กุหลาบ ท้ายบ้านมีเล้าไก่ ติดกับรั้วบ้านเป็นหนองน้ำ มีผักตบชวาขึ้นเยอะแยะ แล้วบ้านอาป้าก็มีประตูเล็กๆ เปิดออกไปด้านหลังได้  ตรงประตูนั้นมีแผ่นกระดานไม้ไว้ข้ามไปอีกฟากหนึ่งของหนองน้ำได้ แถวที่อยู่เรียกว่า หนองโฮ่ง (โฮ่งเป็นคำเมือง แปลว่า หลุมหรือบ่อ) น่าอยู่ใช่ม๊าาา ช่างเป็นบ้านที่น่าอยู่อะไรเช่นนี้ และคงเป็นบ้านในฝันของใครอีกหลายๆ คนแต่ที่สำคัญมันคือบ้านแห่งความจำอันแสนหวานของฉัน

 

ตอนนั้นฉันคงอายุสักสามสี่ขวบ ยังเรียนอยู่เตรียมอนุบาล ตอนนั้นอาป้าของฉันคงอายุประมาณ 63 ปี  ความรักต่างวัยของปู่หลานก็เกิดขึ้นที่นี่แหล่ะ ฉันเป็นหลานสาวคนแรกของครอบครัวจึงกลายเป็นที่รักของทุกคน ใครๆก็เอาใจใส่ โดยเฉพาะอาป้าคนนี้ กิจกรรมของคนแก่คนหนึ่งคงไม่ได้มีอะไรมากจำได้ว่าอาป้าจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อละหมาด หลังจากนั้นฉันก็จะเดินตามเตาะแตะ เตาะแตะไปเล้าไก่หลังบ้าน เพื่อเก็บไข่ไก่ แล้วอาป้าก็จะเดินดูโรงชา  เดินออกกำลังกาย ให้อาหารแมว ตามประสาคนแก่ พอถึงเวลาไปโรงเรียนอาป้าก็จะพานั่งสามล้อส่งไปโรงเรียนอนุบาล แต่เรื่องของเรื่องคือฉันไม่ชอบไปโรงเรียนเลย เกลียดมากโรงเรียนเนี่ย พอใกล้ถึงโรงเรียนก็จะร้องไห้ ฮือๆๆ แงๆๆ โวยวายๆ แล้วอาป้าก็จะพาวนรอบเมือง วนทั่วละกะว่าจะส่งหลานแล้ว จะถึงโรงเรียนแล้ว อีหลานเจ้ากรรมอย่างฉันก็จะร้องไห้ขึ้นมาอีก ฮือๆ แงๆ โวยวายๆ สุดท้ายก็ร้องไห้เหนื่อยก็เลิกร้องเองแล้วก็ส่งเข้าโรงเรียนอย่างปลอดภัย ตกเย็นอาป้าก็ไปรับมาจากโรงเรียน ฮ้าาาาาาาา เวลาเลิกเรียนช่างเป็นเวลาที่มีความสุขอะไรเช่นนี้นะ

 

กลับจากโรงเรียนอาป้าจะให้ไปล้างมือล้างหน้าล้างตาแล้วค่อยมากินขนม ขนมของฉันก็จะเป็นปิ้งจือ

เป่ยปิ้ง (งงละสิ ขนมอะไรหว่า) ปิ้งจือ มีหน้าตาคล้ายขนมเค้กแบนๆ หนาสักเซนกว่าๆ ทำจากแป้งสาลี ตรงกลางเป็นไส้ถั่วดำ เวลาจะกินก็หั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยม เป่ยปิ้ง เข้าใจว่าน่าคนไทยเรียกว่าขนมเปี๊ยะ  แต่จะมีรูปร่างแบนๆ ใส้ข้างในก็เป็นใส้ถั่วดำเหมือนกัน (ใครมาเที่ยวเชียงใหม่ ฝาง หรือว่า แม่สายก็ลองมาซื้อกินดูละกันนะ) พอถึงเวลาอาหารค่ำทุกคนจะรออยู่ที่สำรับอาหาร รออะไรนะหรอ รอเวลาที่อาป้า อานายละหมาดเสร็จ พออาป้าอานายละหมาดเสร็จพวกเราก็จะเริ่มกินข้าวกัน เวลาที่กินข้าวอะนะ จำได้แม่นว่าอาป้าใช้ตะเกียบ ส่วนคนอื่น ก็ใช้ช้อนบ้าง ใช้มือบ้าง บ้านอาป้า มีลูกชาย 5 คน ลูกสาว 2 คน แล้วยังมีคนงานทำชา แม่บ้าน อีก เกือบ 10 ชีวิต แต่เวลากินข้าวก็จะมีกันเฉพาะคนในครอบครัว  ทสิ่งที่อยากจะบอกคือ ถึงแม้ว่าบ้านอาป้าจะมีแม่บ้าน มีคนงาน แต่เวลาทำกับข้าว อานาย (คุณย่า) และ มามา (แม่) ของฉันก็จะลงมือทำให้ลูกกินเองเสมอ ตอนนั้นลูกชายคนสุดท้ายของอาป้าคงสัก 10 ขวบต้นๆ เป็นฝาแฝดแสนซนซะด้วย ส่วนคนอื่นก็ไล่ๆ อายุกันขึ้นไป พ่อฉันตอนนั้นคงอายุสัก 33 ปี  เวลากินข้าวก็จะมีเสียงบ่น ติอาหารบ้าง เคี้ยวเสียงดังบ้าง พูดเวลามีอาหารในปากบ้าง คนที่คอยปราบก็คืออานายอานายจะคอยดุตรงๆ  ห้ามนู่นห้ามนี่ในบัดดล แต่คนที่นิ่งก็คืออาป้า อาป้าจะค่อยๆ พูด เช่น ถ้าใครเคี้ยวข้าวเสียงดัง อาป้าก็จะเตือนว่าอย่ากินเสียงดัง มันเป็นมารยาทที่ไม่ดี เวลามีใครบอกว่าอาหารไม่อร่อย อานายก็จะบอกว่าห้ามติมีอะไรก็กินไปห้ามบ่น แล้วก็จะเรียกมาตักเตือนว่า อาหารมีให้กินก็ดีแค่ไหนแล้ว คนอื่นที่เขายากจนไม่มีจะกินมีเยอะแยะ ประโยคที่จำได้แม่มยำคือ อะไรที่อร่อยก็กินเยอะหน่อย อะไรที่ไม่อร่อยก็กินน้อยหน่อย แต่อย่าติอาหารนะ มันไม่ดี ตอนนี้อานายก็ยังพูดประโยคนี้อยู่นอกจากนี้ยังมีบางคนชอบคุ้ยๆ อาหาร เขี่ยๆ หาเนื้อไม่เอาผัก ก็จะโดนตำหนิว่าห้ามเขี่ยอาหารนะ เป็นมารยาทที่ไม่ดี เจ้า จะจำไว้เจ้า......

 

แต่มันก็จริงว่าอาป้าเป็นคนกินง่ายทำอะไรให้กินอาป้าก็กิน ไม่เคยบ่น ขอแค่ว่าไม่เหนียว เคี้ยวง่ายเป็นใช้ได้ หลังจากกินข้าวเสร็จพวกเราก็จะดื่มชากัน อาป้าจะมีแก้วประจำตำแหน่ง ได้ชาแล้วก็จะไปนั่งดื่มมุมหนึ่งของบ้าน ส่วนเด็กอย่างฉันก็จะถือแก้วพลาสติกไปมา แล้วก็จะโดนเรียกมานั่งที่ ให้ดื่มให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปเล่น  เจ้า........

 

วันเสาร์วันอาทิตย์ยามว่าง ฉันก็จะเล่นกับอาป้า ทายสิเล่นอะไร ? ขายของ ม่ายช่าย ไล่จับ ก็ม่ายช่า

จ้างให้ก็ทายไม่ถูกหรอก เฉลยเลยละกัน เล่นว่าว อ่าฮะ นึกไม่นึกละเซ่ อาป้าจะหาอุปกรณ์มาจากไหนไม่รู้แต่จำได้ว่าอาป้าเหลาไม้ไผ่เอง แล้วก็แปะๆๆ กระะดาษ ติดเชือกเอง เวลาผ่านไปไม่นานนัก เสร็จแล้ว......ว่าวน้อยๆ จากฝีมือของอาป้า จะเล่นละน๊า... เราสองคนเดินไปด้านข้างของตัวบ้านที่เป็นพื้นที่โล่ง อาป้าถือว่าวไว้ในมือชูขึ้นบนท้องฟ้า ส่วนฉันถือเชือกอยู่ด้านหน้า  อี๋ เอ๋อ ซาง ( เป็นภาษาจีนยูนนาน แปลว่า หนึ่ง สอง ซ่ำ) วิ่งๆๆๆ วิ่งๆๆ  แล้วซักพักว่าวก็ลอยขึ้นสูง แล้วอาป้าก็มาช่วยจับว่าว สาวเชือก ดึงๆๆ ฮ่าๆ มีความสุขจังเลย ว่าวน้อยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า (มีใครเล่นเป็นบ้างยกมือขึ้น โย่ๆ ) ยังมีของเล่นอีกอย่างที่อาป้าทำให้นั่นก็คือ ลูกข่าง ลูกข่างทำจากไม้ แล้วก็มีอะไรแหลมๆ คล้ายตะปู อาป้าก็สอนฉันเล่น แต่ก็นะเด็กน้อยอย่างฉันตอนนั้นคงได้แค่หัวเราะคิกคัก ปล่อยลูกข่างไปลูกข่างก็ไม่หมุนสวยงามอย่างที่อาป้าทำ

 

เวลาเล่นอยู่ในบ้าน แล้วมีเสียงกระดิ่งกริ๊งๆๆๆ ฉันจะรู้สึกดีใจมาก เพราะมันคือเสียงรถไอติม เข็นผ่านมาด้านหลังบ้าน ฉันก็จะรีบวิ่งไปที่ประตูท้ายบ้านตะโกน เรียก ไอติม!  แล้วปู่ก็ค่อยๆ เดินมาพาฉันเดินบนแผ่นไม้กระดานเพื่อข้ามหนองน้ำไปซื้อไอติม ซื้อไอติมได้แล้ว อาป้าก็จะให้ฉันนั่งอยู่กับที่กินไอติมให้หมดก่อนแล้วค่อยไปเล่นต่อ เจ้าาาาาาาาา

 

ถ้าฉันเชื่อฟังอาป้าฉันก็จะได้รางวัลเพิ่ม นั่นก็คือ น้ำตาลกรวด ก็ไม่รู้ทำไมให้น้ำตาลกรวด แต่ฉันก็  ช้อบชอบ มันคือของโปรดอีกอย่างหนึ่งของฉัน

 

ในบ้านอาป้าเลี้ยงหมาอยู่ 1 ตัวเอาไว้เฝ้าบ้าน ตัวสีขาวดำลายเหมือนวัว ลองจินตนาการดูละกัน หมาลายวัว แต่อาป้าไม่เคยอนุญาตให้เล่นกับหมาเลย อาป้าจะไม่ให้จับหมา แต่เราก็จะแอบจับ ก็มันน่ารักนี่นา นอกจากหมายังมีแมวอีกหลายตัว แต่เอ... จำไม่ได้หรอกว่ากี่ตัว แต่อาป้าไม่เคยห้ามเล่นกับแมวเลย อาป้าอานายจะคอยบอกตลอดว่าหมามันสกปรกอย่าไปเล่นกับมันเพราะเราต้องละหมาด มันไม่ดี แต่ก็ไม่เคยรู้หรอกว่ามันไม่ดียังไง ส่วนแมวอ่านะ อาของฉันมักจะอุ้มไปนอนด้วยบ่อยๆ

 

เนี่ย คือภาพแห่งความทรงจำที่ฉันยังจำมันได้ดี ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมจำได้ทั้งที่ยังเด้กเด็ก

ถ้าฉายภาพความจำออกมามันคงเป็นหนังสีน้ำตาลๆๆ  ภาพกระตุกๆ เล็กน้อย   ชีวิตอาป้าของฉันเป็นไปแบบเรียบง่าย ไม่เคยใช้เงินฟุ่มเฟือย หรือว่าฟุ้งเฟ้อ ทั้งที่บ้านของอาป้าตอนนั้นเรียกได้ว่ามีฐานะพอสมควรแต่อาป้าก็ใช้ชีวิตอย่างสมถะ

 

ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้าใจศาสนาก็ยังไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับสิ่งที่อาป้าเคยสอน แต่ตอนนี้พอทบทวนย้อนหลังกลับไปทำให้นึกสงสัยว่าสิ่งที่อาป้าทำ สิ่งที่อาป้าสั่งสอน ทำให้นึกสงสัยว่า มันคือสิ่งเดียวกันกับที่ท่านนบีฯ สอนพวกเรา หรือเปล่าอาป้าไม่เคยดุด่าว่ากล่าวใคร อาป้าไม่เคยโมโห อาป้าไม่เคยดีใจจนออกนอกหน้า ไม่เคยหัวเราะเสียงดัง  อาป้าเป็นคนเก็บอารมณ์เสมอ  แต่จะเพียงแสดงออกเล็กน้อยเท่านั้นว่ารู้สึกอย่างไร

 

ครั้งหนึ่งฉันเคยได้ยินว่าคนจีนไม่ใช่แค่ท่องอัลกุรอ่าน แต่คัดกุรอ่านด้วย ฉะนั้นในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านจะถูกเผา แต่ว่าศาสนาอิสลามยังคงไม่หายไป คัมภีร์ก็ยังคงอยู่เพราะคนจีนคัดกุรอ่าน ท่องกุรอ่านกันได้  ฉันก็ยังมีคำถามในใจว่า จริงหรอเนี่ย จนกระทั่งฉันไปเมืองจีน บ้านเกิดเมืองนอนของอาป้าฉัน ฉันเห็นกับตาสองตาว่าพี่น้องของอาป้าของฉัน ใช้เวลาว่างโดยการนั่งท่องกุรอ่าน นั่งคัดกุรอ่านเป็นเล่มๆ ไว้วันหลังฉันจะเล่าเรื่องคนจีนมุสลิมที่จีนให้ฟังละกันนะ

 

เป็นไปได้ว่าอาป้าของฉันอาจจะมีพื้นฐานศาสนาที่ดีมาจากเมืองจีน การขัดเกลาที่ดีจากครอบครัว เพราะสิ่งที่อาป้าสอน สิ่งที่อาป้าพูด อาป้าก็ทำให้ดูเป็นแบบอย่างเสมอ คนเรามักจะพูดกันว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ แต่อย่างน้อยความสุขของฉันก็ไม่มีใครจะขโมยมันไปได้ เพราะมันคือภาพแห่งความสุข ความทรงจำที่จะอยู่คู่กับฉันตลอดไป

 

ตอนนี้ถึงแม้อาป้าจะจากพวกเราไปแล้วแต่สิ่งที่อาป้าได้เคยสอนไว้ ฉันก็ยังคงทำอยู่ต่อไป

 

หรือแบบอย่างจากอาป้าคือแบบอย่างของท่านนบีฯ จริงๆ

 

 

December 05

กลับมาจากจีน

เพิ่งไปจีน (เมืองคุณหมิง) กับมาวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ อากาศหนาวได้ใจ (ไม่ได้ชอบเล้ย....หนาวๆ เนี่ย  ทำงานทั้งวันทั้งคืนเหนื่อยสุดๆ ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แทบจะร้องไห้อะ แต่หลังจากความยากลำบากอัลเลาะห์ก็ให้ความง่ายดายแก่เรา ข้อดีของการทำงานครั้งนี้คือได้กินอาหารอร่อยระดับภัตตาคาร และยังมีวันว่าง 1 วันที่ได้เจอกับเพื่อนๆ ที่รัก

เร็วๆ นี้คงจะได้ดูรูปกัน 
 
October 30

เรื่องของมามา

เรื่องของมามา

 

มามา ในภาษาจีน 妈妈แปลว่า แม่ ด้วยความที่เป็นครอบครัวคนจีนที่บ้านก็จะสอนให้เรียก พ่อ ว่า ปาปา เรียกแม่ว่า มามา เมื่อก่อนตอนเด็กๆ เวลามีคนมาที่บ้านถามว่า แม่อยู่มั้ย ? ฉันก็จะตอบว่า ไม่อยู่  แขกก็คงงง ไม่อยู่ได้ไง ก็เห็นๆอยู่ตรงหน้ายังบอกว่าไม่อยู่ ก็ฉันไม่รู้จักนี่นาว่าแม่คืออะไร รู้จักแต่ มามา ก็เลยตอบไปว่าไม่อยู่ เฮ่อ...เด็กหนอเด็ก

 

ปีนี้มามาก็อายุครบ 51 ปีแล้ว เกินครึ่งชีวิตแล้วสิเนี่ย เร็วจัง ตอนนั้นยังจำได้ว่ามามาที่รักอายุแค่ 30 กว่าๆ เอง แป๊บๆ เลขมันก็เพิ่มขึ้นมาเฉยเลย เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก

 

เมื่อวานไปค้นดูรูปเก่าๆ มามาแก่ไปเยอะเลยอะ

ลองมาทบทวนความหลังกันดีกว่า

 

สมัยอนุบาล

--- มามาก็จะทำอาหารเช้าไว้ให้ กลางวัน มามาก็เอากับข้าวใส่ตระกร้าพร้อมน้ำแดงเย็นชื่นใจไป ส่งให้ถึงโรงเรียนตอนเย็นกลับบ้านมาก็จะมีของว่างอร่อยๆ ก่อนอาหารเย็น กินเสร็จเราก็ไปเล่นกัน กลับมาอาบน้ำ แล้วก็นอน

 

สมัยประถม

--- มามาก็ทำอาหารเช้าไว้ให้ กลางวันมามาทำกับข้าวใส่ตะกร้าหวายพร้อมกระติกน้ำน่ารักหิ้วไปโรงเรียน  ตอนเย็นกลับบ้านมาก็จะมีของว่างอร่อยๆ ก่อนอาหารเย็น กินเสร็จเราก็ไปเล่นกัน กลับมาอาบน้ำ แล้วก็นอน

 

สมัยมัธยม

---มามาก็ทำกับข้าวไว้ให้ กลางวันผูกปิ่นโตที่โรงเรียน ตอนเย็นกลับบ้านมาก็จะมีของว่างอร่อยๆ ก่อนอาหารเย็น กินเสร็จเราก็ไปเล่นกัน กลับมาอาบน้ำ แล้วก็นอน

 

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

---มามาก็ทำกับข้าวไว้ให้ กลางวันกินข้าวที่มหาลัย ตอนเย็นกลับบ้านมาก็จะมีของว่างอร่อยๆ ก่อนอาหารเย็น กินเสร็จเราก็ทำการบ้าน เดินเล่นหน้ามอ กลับมาอาบน้ำ แล้วก็นอน

 

สมัยปัจจุบัน---มามาก็ทำอาหารเช้าไว้ให้ กลางวันมามาทำกับข้าวไว้ให้ห่อไปกินที่ทำงาน กลับมาจากที่ทำงาน มามาก็ทำอาหารเย็นให้กิน กินเสร็จเราก็ดูหนัง พักผ่อน นอน

 

เนี่ยความสบายที่มามาทำให้ตั้งแต่เล็กจนโต

 

เบื้องหลังของมามา 

มามาตื่นแต่เช้ามาทำกับข้าวให้  กลางวันมามาก็ทำงาน ตอนเย็นก็ต้องรีบกลับบ้านมาทำกับข้าวให้ลูกๆเพราะกลัวลูกๆหิว หลังจากลูกๆนอน มามาก็ทำงานอยู่ มามารีดผ้า มามาพับผ้า มามานั่งคิดรายรับ รายจ่าย มามาคิดงานของวันถัดไป และมามาก็คิดเมนูให้ลูกๆในวันถัดไป

 

มามาทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา ตั้งแต่มีลูกคนแรกจนลูกคนที่ 3 ผ่านไป 27 ปี มามาก็ยังทำอยู่ไม่เคยหน่าย

 

ถ้าถามมามา----------- มามาจ๋า เหนื่อยมั๊ย ?

มามาก็คงตอบว่า------- ไม่เหนื่อยหรอกเพราะมามาทำเพื่อลูก แต่ในใจก็คงบอกว่าเหนื่อย

 

แต่ก็ไม่เคยถาม

 

แล้วมามาอยากได้อะไรจากลูกๆมั๊ย มามาคงตอบว่า------ไม่

แต่ในใจคงมีคำตอบว่า ------  แค่ขอให้ลูกได้อยู่สบาย ลูกมีความสุขมามาก็มีความสุขแล้ว

 

แต่ลูกๆนะหรอ ทำอะไรให้มามาบ้าง

หม่าม๊ามีอะไรกินบ้างวันนี้ หม่าม๊าจะไปเรียนแล้วยังไม่ได้รีดเสื้อเลย  กับข้าววันนี้ไม่อร่อยไม่ถูกใจ ทำอะไรเนี่ยไม่เห็นน่ากินเลยอะ หม่าม๊าอยากได้เสื้อใหม่อ่ะ หม่าม๊า นู่น นี่ นู่น นี่   มามาไม่เคยบอกว่าเดี๋ยว หรือว่ารอก่อนนะลูก มามากลัวแต่ว่าจะไม่ได้ดั่งใจลูก

 

แต่ในทางกลับกัน

เวลามามาใช้ให้ไปซื้อของลูกจะบอกว่า  เดี๋ยวก่อน

มามาใช้ให้ย้ายรถ เดี๋ยวก่อน

มามาบอกให้เบาเสียงทีวี เอ่อ.....! มามาเรียกซ้ำอีกครั้ง โอ๊ย! อะไรกันนักกันหนา !

 

เดี๋ยวก่อน  มามาคงไม่ได้ว่าอะไร น้อยใจมั๊ย? ก็คงมี อันที่จริงมามาคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าใช้ลูกเชื่อฟัง พ่อแม่ พูดจาไพเราะ เคารพพ่อแม่ แค่นั้นเอง

 

มามาเลี้ยงลูกๆ มาแต่เล็กจนโต ทะนุถนอมลูกๆยิ่งกว่าไข่ในหิน เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน จะปล่อยให้มามารออีกนานแค่ไหน  เราจะได้ตอบแทนบุญคุณมามาเมื่อไหร่ เราจะเริ่มเป็นเด็กดีได้เมื่อไหร่  แล้วมามาจะกลับไปหาอัลเลาะห์เมื่อไหร่

อย่าปล่อยให้มามาต้องรออีกต่อไปเลย อย่ารอ....จนไม่มีใครให้เรียกคำว่า มามา หรือคำว่า แม่

 

อัลเลาะห์สอนให้เชื่อฟังพ่อแม่  เป็นบ่าวที่ดีของอัลเลาะห์ รักอัลเลาะห์ รักนบีแล้ว ก็จงรักพ่อแม่ เชื่อฟังพ่อแม่

 

เรื่องของมามายังมีอีกมากมาย สาธยายล้านหน้าก็คงไม่จบ ก็เรื่องของมามาก็คือเรื่องของแม่ผู้ยิ่งใหญ่นี่นา ใครจะบรรยายหมดหล่ะ รักแม่ให้มากๆ บอกรักแม่บ้าง กอดแม่บ่อยๆ  อย่าปล่อยให้มันสายเกินไป

 

หนูรักมามาคะ 我爱妈妈

เมื่อฉันใส่ฮิญาบ โดย จอมยุทธหญิงจ้า

เมื่อฉันใส่ฮิญาบ

 

                ความสัมพันธ์ระหว่างฮิญาบกับตัวฉันนั้น ช่างเป็นความเกี่ยวพันทางชีวิต และจิตวิญญาณที่ยาวนาน และซับซ้อนเหลือเกิน เราต่างผจญเรื่องราวต่างๆมากมายมาด้วยกัน ฉันเติบโตมาในครอบครัวมุสลิมจีน(ฮ่อ)ท่ามกลางวัฒนธรรมผสมในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เด็กแล้วที่ฉันมองฮิญาบว่าเป็นเพียงสิ่งน่าอึดอัดที่ถูกบังคับให้ใส่ตอนไปเรียนฟัรดูอีนที่มัสยิด พอเริ่มโตขึ้นมาหน่อย ฉันก็เริ่มมองว่า คนที่ใส่ฮิญาบก็มีแต่คนที่คร่ำเคร่งกับศาสนามากเกินไป คนแก่ ไม่ก็พวกที่ชอบสร้างความแตกแยก (คิดไปได้นะคนเรา) ก็เพราะแถวบ้านฉันแทบจะไม่มีใครใส่ฮิญาบเลยนี่ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อนๆ ของฉันก็นัดกันจะใส่ฮิญาบ แต่ในใจฉันก็ยังแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่รู้จะรีบใส่ไปทำไม พอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเพื่อนๆมุสลิมที่สนิทของฉันต่างก็ใส่ฮิญาบกันหมดแต่ฉันก็ยังไม่คิดจะใส่ยังคงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ตอนนั้นฉันเริ่มเข้าชมรมมุสลิม เริ่มทำกิจกรรมเพื่อศาสนา ทำค่าย เรียนรู้ศาสนาจากพี่ๆ ชมรมทำให้ฉันได้รู้ว่าฮิญาบไม่ได้ใส่เฉพาะแค่ไปสุเหร่า หรือใส่เพราะเป็นธรรมเนียม แต่ใส่เพราะเป็นคำสั่งจากอัลเลาะห์เพื่อปกป้องเกียรติของสตรีมิให้ถูกล่วงเกินจากเพศตรงข้ามแม้เพียงสายตา ตอนนั้นฉันก็คิดได้ว่าวันหนึ่งฉันจะใส่ฮิญาบแต่จะใส่เมื่อ ฉันหางานทำได้ มีเงินเยอะๆแล้ว ฉันจะใส่ก็ต่อเมื่อความฝันของฉันเป็นจริงแล้ว และที่สำคัญฉันจะใส่เมื่อดีพร้อมและคู่ควรแก่ฮิยาบอาภรณ์แห่งคุณค่านี้

                หลังจากฉันเรียนจบ ความฝันสูงสุดของฉันคือ การได้เป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินสักแห่ง จะที่ไหนก็ได้ ขอแค่ฉันได้เป็น ฉันจะได้มีเงินเดือนสูงๆ ได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก มีบ้าน มีรถขับ อยากได้อะไรก็เนรมิตได้ด้วยเงินที่ฉันหามาได้ ฉันคงไล่ล่าตามหาความฝันของฉันอยู่ ฉันสมัครตามสายการบินต่างๆ แล้วก็พยายามเลือกแต่เฉพาะสายการบินที่ได้เงินเยอะๆ เท่านั้น ตอนนั้นฉันพยายามทุกวิถีทางตั้งแต่เริ่มหัดแต่งหน้า ทำผม รักษาความงามบนใบหน้า ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก รวมทั้งเรียนภาษาอาหรับเพื่อการสื่อสาร ทำทุกอย่างเพื่อเวลาที่ไปสมัครจะได้เข้าตากรรมการ จนกระทั่งฉันได้ทำงานที่กรุงเทพ ฉันก็ลางานบ้างบางโอกาสเพื่อไปสมัครแอร์โฮสเตส ฉันสมัครไปหลายสายการบิน แต่ก็ไม่เคยเข้ารอบสุดท้าย จนกระทั่งสายการบินหนึ่งซึ่งเป็นสายการบินอาหรับ ในครานั้นมีคนสมัครราวๆ 700-800 คน ฉันได้เข้ารอบ 19 คนสุดท้าย (ตอนนั้นฉันคิดว่าฉันแน่มาก เก่งๆ จริงๆ เลยเรา) และฉันก็มั่นใจว่าต้องได้แน่ๆ ไม่พลาดหรอก แล้วคืนนั้นก็มาถึง... มีผู้สมัครที่สัมภาษณ์รอบสุดท้ายด้วยกันโทรมาบอกฉันว่าเขาได้ คนที่เข้ารอบสุดท้ายได้ทุกคน ตอนนั้นฉันดีใจมาก ดีใจสุดๆ ความฝันของฉันจะเป็นจริงแล้ว แต่เอ....ทำไมสายการบินไม่โทรมาหาฉันนะ ฉันรอ รอแล้ว รอเล่า... และแล้วฉันก็โทรไปถามสายการบิน ผลก็คือ ไม่มีชื่อฉันปรากฏอยู่ในรายชื่อคนที่ผ่านการคัดเลือก ตอนนั้นฉันทั้งอึ้ง ทั้งเสียใจอยู่ไม่น้อย แต่ไม่ร้องไห้เลยแม้แต่นิดทั้งๆที่ฉันคาดหวังกับมันไว้มาก แต่เมื่อคิดทบทวน ครั้งที่ฉันสอบสัมภาษณ์ฉันเจอคำถามหนึ่งที่แทงใจ(ดำ)นั่นเอง เขาถามว่า เธอเป็นมุสลิม แล้วถ้าต้องเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เธอจะมีปัญหามั้ย? บอกตามตรงว่าฉันจำคำตอบตอนนั้นไม่ได้ ฉันจำได้แต่เพียงว่าฉันตอบคำถามตะกุกตะกัก ฉันตอบได้ไม่เต็มปากว่าถ้าฉันไม่มีปัญหาถ้าฉันต้องเสริฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  ฉันอธิบายคำตอบของฉันไม่ดีพอสำหรับเขา หากฉันตอบคำถามว่า ไม่มีปัญหาหรอกก็ในเมื่อฉันไม่ดื่มแล้วฉันจะกังวลทำไม ฉันก็คงสอบผ่านได้เป็นแอร์โฮสเตสดั่งใจฝัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหล่ะถ้าฉันได้เป็นและหลงระเริงอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เงินทอง ชีวิตที่หรูหรา ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย เงินที่ได้มาจากการ    เสริฟของฮารอม ฉันจะลืมอัลเลาะห์มั้ย แต่เมื่อเวลาผ่านไปฉันก็เริ่มรู้คำตอบของตัวเองว่า ตอนนั้นอิสลามได้เริ่มเข้ามาอยู่ในใจฉันแล้วจริงๆ

                หลังจากนั้นฉันก็มีโอกาสได้รู้จักกัปตันของสายการบินนั้นโดยบังเอิญเขาบอกกับฉันว่าครั้งต่อไปเขาจะเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่คัดเลือกแอร์โฮสเตส “ฉันจะช่วยเธอเอง เธอไม่ต้องห่วง” ในใจฉันยังคิดอยู่ว่าอีตานี่อย่ามาหลอก (คนหน้าตาดีอย่างเรา)

                ต่อมาไม่นานรอมดอนก็มาถึงฉันตัดสินใจใส่ฮิญาบ แต่ตอนนั้นฉันคิดว่าหมดรอมดอนแล้วก็จะถอด แล้วฉันก็จะสมัครแอร์โฮสเตสต่อ คราวหน้าต้องไม่พลาด ฉันใส่ฮิญาบได้ไม่นานเจ้านายของฉันก็ถามฉันว่า ทำไมต้องใส่ฮิญาบ เมื่อก่อนไม่เห็นใส่ ถอดได้มั้ย ตอนมาทำงานไม่ต้องใส่ได้มั้ย ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรมาอัดแน่นที่หน้าอก มันเอ่อล้นออกมาเป็นน้ำตาโดยที่ฉันแทบไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ พวกเขาให้เหตุผลกับฉันว่า ฉันใส่ฮิญาบแบบนี้ทำให้บริษัทของเขาดูไม่อินเตอร์ ฉันกำลังสร้างความแตกแยกให้พวกเขา ตอนนั้นในใจฉันรักฮิญาบ รักอิสลามของฉัน ฉันไม่อาจที่จะถอดฮิญาบจากชีวิตฉันได้จริงๆ

                ใกล้เวลาที่เขาจะคัดเลือกแอร์โฮสเตสอีกครั้ง กัปตันคนนั้นยังบอกกับฉันว่า “เธอมาสมัครสิ ครั้งนี้เขารับรองว่าฉันต้องได้แน่นอน แอร์โฮสเตส ความฝันของฉันอยู่แค่เอื้อม ถ้าเพียงฉันถอดฮิญาบ   แต่ฉันได้ละทิ้งความฝันของฉันไปแล้วตั้งแต่วันที่เจ้านายมาบอกกับฉันให้ถอดฮิญาบ ฉันจะใส่        ฮิญาบต่อไปเพื่อศาสนาของฉัน เพื่อแสดงให้เห็นจุดยืนของอิสลาม

                หลังจากที่เจ้านายพูดกับฉันได้ไม่นาน ฉันก็ลาออกจากงานนั้น กลับมายังบ้านเกิดที่ฉันรัก ฉันมีงานที่ดีที่เหมาะสมกับฉัน ฉันหาเงินได้แม้จะไม่เยอะมากเท่ากับการเป็นแอร์โฮสเตส แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ฉันใช้ชิวิตที่มีความสุขได้ ฉันเปลี่ยนจากที่เคยทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นแอร์โฮสเตส เป็นพยายามทำความดีเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่ฉันมั่นใจว่าถูกต้อง พยายามทำตัวให้คู่ควรกับที่พำนักที่ใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ใน สวรรค์

                จากตอนฉันเด็กๆเคยคิดว่าคนที่ใส่ฮิญาบคือพวกที่คร่ำเคร่งกับศาสนามากเกินไป พอโตมาก็คิดว่าต้องดีพร้อมทุกอย่างแล้วจึงจะเหมาะสมและควรคู่แก่ฮิญาบ แต่มาถึงตอนนี้ ณ เวลานี้ที่ฉันใส่ฮิยาบ ฉันก็ไม่ได้ดีพร้อม แต่ฉันกำลังพยายามที่จะทำให้มันดีที่สุด ฉันคลุมฮิญาบเพื่อคลุมใจฉัน เวลาคิดที่จะทำอะไร ฉันให้ฮิญาบเป็นสิ่งคอยเตือนใจฉันเสมอ หากอยู่ในคนหมู่มาก ฮิญาบและฉันคือสัญลักษณ์แห่งอิสลาม แม้หากอยู่เพียงผู้เดียว อัลเลาะห์กำลังมองฉันอยู่ 

ชีวิตของฉันได้กลับมาอยู่กับครอบครัวที่แสนอบอุ่น ครอบครัวแบบจีนๆ ที่คุ้นเคย มีความสุขตามประสาการเป็นมุสลิมะฮ์แบบลุ่มๆ ดอนๆ แต่ที่แน่ๆฉันภูมิใจในฮิญาบของฉัน ฉันภูมิใจในศาสนาของฉัน แล้วคุณหล่ะศาสนาสำหรับคุณมีค่าแค่ไหน ???

 

 

 

ใครจะรู้ว่าคนที่ใช่อาจอยู่ไม่ไกลตัวเรา ^ ^

Where is my right guy?

Ching Ching